ความแตกต่างของการตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อลูก แบบส่วนบุคคล vs ใช้ในทางกฎหมาย
การตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อลูกด้วย DNA Paternity Test เป็นหนึ่งในบริการด้านนิติวิทยาศาสตร์ที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะนอกจากจะช่วยตอบคำถามเรื่องสายเลือดแล้ว ในหลายกรณียังมีบทบาทสำคัญในเรื่องของสิทธิต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน
แต่คุณรู้หรือไม่ว่า การตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อลูกนั้นมี สองประเภทหลัก ซึ่งมีวัตถุประสงค์และกระบวนการที่ต่างกันอย่างชัดเจน
👉 แบบ ส่วนบุคคล (Personal/Non-Legal) และ
👉 แบบ ใช้ในทางกฎหมาย (Legal/Chain-of-Custody)
📌 การตรวจแบบส่วนบุคคล (Personal/Non-Legal)
การตรวจแบบส่วนบุคคลมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ “ความสบายใจ” หรือความรู้ส่วนตัวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสายเลือด โดยไม่จำเป็นต้องใช้สำหรับดำเนินคดีหรือกระบวนการทางกฎหมายใด ๆ
คุณสมบัติหลักของการตรวจแบบส่วนบุคคล ได้แก่
-
เก็บตัวอย่าง DNA ได้อย่างง่ายดาย โดยผู้ที่เกี่ยวข้องอาจเป็นคนเก็บเอง หรือไปยังจุดบริการตรวจตามมาตรฐานทั่วไป
กระบวนการตรวจในห้องแล็บแม่นยำสูง (เช่นเดียวกับแบบใช้ในทางกฎหมาย) แต่รายงานผลไม่ได้ผ่าน “กระบวนการคุ้มครองห่วงโซ่การส่งตัวอย่าง (Chain of Custody)” ที่ศาลหรือหน่วยงานทางกฎหมายต้องการ
ราคาจะถูกกว่า เนื่องจากไม่ต้องมีการเก็บตัวอย่างอย่างเป็นทางการ และไม่มีเอกสารประกาศรับรองอย่างเป็นทางการสำหรับใช้ในศาล
📌 การตรวจแบบใช้ในทางกฎหมาย (Legal/Chain-of-Custody)
ในทางกลับกัน การตรวจเพื่อ ใช้ในทางกฎหมาย ต้องเป็นกระบวนการที่ได้รับการรับรองและสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลหรือหน่วยงานราชการได้อย่างถูกต้อง
ตัวอย่างการใช้งานเช่น
-
ใช้ในคดีความเกี่ยวกับสิทธิการปกครองบุตรหรือค่าเลี้ยงดู
-
ใช้ยื่นขอรับรองบุตรในทะเบียนราษฎร์
-
ใช้ในคดีมรดก สิทธิสัญชาติ หรือการเข้าเมือง ฯลฯ
✔️ การเก็บตัวอย่างจะต้องเป็นไปตาม ขั้นตอนมาตรฐานทางกฎหมาย (เช่น มีพยาน/เจ้าหน้าที่รับรอง และเก็บอย่างเป็นทางการ)
✔️ ผลการตรวจจะมาพร้อมกับเอกสารรับรองที่ศาลหรือหน่วยงานรัฐยอมรับ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น